เลือกสีพื้นเพื่ออ่านบทความ >>> พื้นขาว พื้นดำ พื้นครีม

วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ZX 021 ข้าจะทดสอบเจ้า หากเจ้าไม่สามารถแนะนำข้าได้

หลังจากฟังคำพูดของหยางเฉินแล้ว ซ่างกวนเฟงรู้สึกราวกับว่าเขารู้แจ้งกระจ่างชัดในข้อสงสัยที่เคยมีในอดีต หลายปีที่ผ่านมาเขาได้รับฟังประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญมากมายหลายคนที่อยู่ในระดับก่อสร้างรากฐานและพวกเขาทั้งหมดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจุดคอขวดสุดท้ายเป็นจุดที่ยากที่สุด ส่วนใหญ่ของพวกเขาต้องใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อที่จะฝ่าด่านนี้ออกไปได้

ซ่างกวนเฟงได้ครุ่นคิดมาโดยตลอดสำหรับวิธีที่จะผ่านมันโดยทดลองนำประสบการณ์ของคนที่ทำได้มาก่อนเป็นพื้นฐาน แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จ ความพยายามของเขาล้มเลวในช่วงเวลาสุดท้ายมาโดยตลอด มันเป็นการยืนยันข้อสรุปที่ว่าในช่วงเวลาสุดท้ายของการผ่านเข้าสู่ดินแดนก่อสร้างรากฐานนั้นยากลำบากมากเพียงใด เขาจะต้องใช้ความแข็งแกร่งอย่างมากในช่วงสุดท้าย อย่างน้อยที่สุดผู้เชี่ยวชาญที่เข้าสู่ดินแดนก่อสร้างรากฐานได้กล่าวว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

แต่ประสบการณ์ของคนอื่นอาจไม่เหมาะสมสำหรับทุกคน ดังนั้นซ่างกวนเฟงจึงพยายามอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ในตอนท้ายความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจของเขาถูกใช้ไปจนหมด ความผิดหวังตลอดระยะเวลาในสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เขาสูญเสียความหวังทั้งหมดและในที่สุดเขาก็รู้สึกท้อแท้ และไม่เหลือความหวังใดๆที่จะเข้าถึงระดับก่อสร้างรากฐาน จากนั้นเป็นต้นมาเขาจึงเข้ามาดูแลตำหนักเย่ซิวแห่งพระราชวังหยางบริสุทธ์อย่างเข้มแข็งจนถึงทุกวันนี้

จากความทรงจำของหยางเฉินในชีวิตก่อนหน้านี้ ซ่างกวนสามารถเข้าถึงระดับก่อสร้างรากฐานได้โดยการที่เขาใช้พลังออกไปอย่างเต็มที่ในขณะทีอยู่ในช่วงสุดท้ายเพื่อที่จะฝ่าข้ามดินแดนโดยไม่มีการยับยั้งใดๆ ในเวลานั้นเขายังคงรู้สึกเสียใจที่ถ้าเขาใช้วิธีการแบบนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อนบางทีเขาอาจจะเข้าสู่ระดับก่อสร้างรากฐานและกลายเป็นศิษย์สายในได้ก่อนหน้านี้เป็นเวลานานและไม่ต้องเสียเวลาถึงสองร้อยปีไปกับการบ่มเพาะ

ในชีวิตนี้ตั้งแต่ซ่างกวนเฟงได้แสดงให้หยางเฉินได้เห็นมุมมองและความคิดที่ไม่มุ่งร้ายต่อเขา หยางเฉินจึงบอกกล่าวเกี่ยวกับข้อมูลนี้กับซ่างกวนโดยไม่ปิดบัง สิ่งนี่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ดูแลตำหนักเย่ซิว มันไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีสำหรับเขา นอกจากนี้การทำเช่นนี้ยังสร้างบุญคุณได้มาก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเขาจะไม่ทำมัน

อย่างไรก็ตามซ่างกวนเฟงไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ เดิมทีเขาสูญเสียความหวังทั้งหมด แต่ในขณะนี้ความปรารถนาอันเร่าร้อนกำลังลุกไหม้อยู่ภายในใจของเขาอีกครั้ง เมื่อเขาคิดถึงวิธีที่หยางเฉินได้เอ่ยออกมา เขาฝันถึงตัวเขาเองเมื่อก้าวเข้าสู่ดินแดนก่อสร้างรากฐาน หลังจากขบคิดสักครู่แล้วเขาก็ลุกขึ้นกล่าวคำขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อหยางเฉิน

"ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ หากข้าประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ดินแดนก่อสร้างรากฐานในอนาคต ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณของน้องหยางในครั้งนี้

เขากล่าวคำขอบคุณเหล่านี้ออกไปพร้อมกับที่ในใจของเขารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณ

"ก่อสร้างรากฐาน?"

หยางเฉินแกล้งทำเป็นยิ้มอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมาว่า

"ศิษย์พี่ซ่างกวน พวกเราเพียงแค่คุยกันในเรื่องเคล็ดวิชาการต่อสู้ที่พวกเราเคยประสบมา มันไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างระดับบ่มเพาะเพื่อเข้าสู่ระดับก่อสร้างรากฐานแต่อย่างใด ถ้าพี่ชายสามารถเข้าใจมันได้ นั่นก็ถือว่าเป็นเพราะความโชคดีของพี่ชาย ซึ่งมันไม่ได้มาจากข้า"

แม้ว่าหยางเฉินจะกล่าวเช่นนี้ หากแต่ซ่างกวนเฟงไม่ได้คิดเช่นนั้น ยิ่งหยางเฉินไม่ยอมรับว่าเป็นคำแนะนำของเขามากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เขาดูเป็นคนดีมากขึ้นเท่านั้น ดูเหมือนว่าซ่างกวนเฟงยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในใจของเขามากขึ้น

ซ่างกวนรู้สึกมีความสุขในตอนนี้เขาไม่สนใจใครอีก และอีกครั้งเขาป้องมือต่อหน้าหยางเฉินเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ

"น้องหยาง ข้าจะต้องเก็บตัวฝึกซ้อมเป็นเวลาหนึ่งถึงสามเดือน และทันทีที่ข้าออกมา ข้าจะให้คำแนะนำกับเจ้า! คนอื่นอาจไม่กล้าที่จะสอนลูกศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลาย แต่ชายชราคนนี้ยังมีคุณสมบัติพอหรือไม่ที่จะให้คำชี้แนะกับเจ้า?"

"ถ้าอย่างนั่น ข้าก็ปราถนาให้พี่ชายประสบความสำเร็จ!"

หยางเฉินยังไม่ลืมที่จะอวยพรซ่างกวนเฟง และไม่นานหลังจากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า

"ขอบคุณมากพี่ชายซ่างกวน!"

โดยไม่ได้ตั้งใจเขาเริ่มเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ชายไม่ใช่ผู้ผู้ดูแลเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้

ในตอนนี้ ซ่างกวนเฟงเร่งมือจัดการสิ่งต่างๆ ในตอนเย็นของวันเดียวกัน คนรับใช้ทั้งสี่ที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับหยางเฉิน ถูกส่งมาที่หอล้ำลึก อาการบาดเจ็บที่ร่างกายของพวกเขาเกือบจะฟื้นตัวแล้ว บาดแผลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป อาจเป็นไปได้ที่ว่าพวกเขาได้ใช้ยาที่มีคุณภาพสูงเพื่อทำการรักษา ในตอนกลางคืนเมื่อซ่างกวนเฟงจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขารีบปิดประตูฝึกบ่มเพาะเพื่อก้าวผ่านดินแดนก่อสร้างรากฐาน


เมื่อเซิ่นต้าและอีกสามคนเห็นหยางเฉินอีกครั้ง พวกเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ดื้อรั้นเหมือนเช่นก่อนหน้านี้ ทั้งสี่คนนี้เป็นเพียงแค่คนรับใช้ แต่หลังจากที่ให้การต้อนรับอย่างเย็นชาแก่หยางเฉินในตอนเช้า เมื่อแรกที่พวกเขามีความคิดชั่วร้ายและได้ทำการต่อสู้กับหยางเฉินที่ยากจะเอาชนะได้ พวกเขาทั้งหมดได้รับความพ่ายแพ้จนหมดสติและนอกจากนั้นซ่างกวนเฟงได้กล่าวเตือนซ้ำพวกเขาอีกครั้งในเรื่องนี้ ทั้งสี่จึงไม่กล้าที่จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีอีก เมื่อเผชิญหน้ากับหยางเฉินพวกเขาทุกคนทำความเคารพ และเมื่อหยางเฉินขอให้พวกเขาทำอะไรบางอย่างก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ

ขณะที่ซ่างกวนเฟงเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อม หยางเฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายของชูเฮิงอีกครั้ง เขาได้วางหยางเฉินในตำแหน่งที่สูงเพื่อให้ทุกคนที่พบเขาต้องทำความเคารพและสุภาพกับหยางเฉิน เพื่อที่หยางเฉินจะไม่สามารถบ่นเกี่ยวกับอะไรได้

แม้ว่าหยางเฉินไม่สนใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ความรู้พื้นฐานใดๆ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยใดๆ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เขาจำเป็นต้องทำตัวเหมือนว่าเขากำลังเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มแรก ไม่อย่างนั้นถ้าคนที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านโอสถและสามารถแยกแยะส่วนประกอบของยาต่างๆได้ หรือผู้ที่มีความรู้ที่ใกล้ขั้นสมบูรณ์แบบในเรื่องของดวงดาว อะไรก็ตามที่ไม่ใช่เพชฌฆาต มันย่อมต้องเป็นที่น่าสงสัย

นิกายบ่มเพาะทั้งหลายต่างให้ความสำคัญในการสอนคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก หากหยางเฉินได้เปิดเผยความรู้ทั้งหมดนี้เขาก็จะถูกมองว่าเป็นสายลับจากนิกายอื่นที่ส่งเข้ามาเพื่อขโมยเคล็ดวิชาของพระราชวังหยางบริสุทธิ์ หากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าชูเฮิงย่อมจะชื่นชมยินดีเป็นอย่างมากที่สามารถกำจัดหยางเฉินออกไปได้ ในเวลาเดียวกันก็จะถือว่าเป็นการทำความดีความชอบให้กับนิกาย

ดังนั้น หยางเฉินจึงต้องแกล้งทำเป็นว่าเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ต้น ทุกคนต่างรับรู้ว่าพื้นหลังของหยางเฉินเป็นเพชฌฆาตที่ไม่รู้หนังสือไม่มีความรู้เกี่ยวกับตัวอักษร อย่างดีเขาอาจจะรู้บางตัวอักษร แต่ที่แน่ๆไม่เกินร้อยตัวอักษร

ซ่างกวนเฟิงกล่าวว่าหลังจากออกจากการเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อม  เขาจะสอนหยางเฉินด้วยตัวของเขาเอง แต่ในสายตาของหยางเฉินเรื่องนี้ซ่างกวนเฟิงเป็นคนจัดการเอง ซึ่งมันเป็นเพียงแค่ใช้คนพิเศษในจุดที่ไม่สำคัญ การใช้เรื่องที่เรียบง่ายนี้เพื่อตอบแทนกับบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของหยางเฉินนั้นมันราคาถูกเกินไป

เช้าวันรุ่งขึ้น เซิ่นต้าเดินนำหยางเฉินไปที่หอคัมภีร์อีกครั้ง ที่ซึ่งเหล่าผู้เตรียมเป็นศิษย์ทั้งหลายสามารถศึกษาหาความรู้ แต่คราวนี้เขาไม่ได้ตรงไปที่ศาลาของกลุ่มศิษย์ที่เข้าร่วมนิกายพร้อมกับเขา หากแต่เขาเดินไปอีกศาลาหนึ่ง มันเป็นศาลาของศิษย์ที่เข้ามาร่วมกับนิกายเมื่อหนึ่งปีก่อนขณะที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่

เมื่อเห็นหยางเฉิน อาจารย์เฒ่าที่อยู่ในห้องได้หยุดทำการสอน เขาป้องมือและกล่าวต้อนรับ

"ศิษย์พี่หยาง เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับพวกเราที่ท่านได้มาที่ศาลาห่านหลิน ท่านพอจะให้คำแนะนำกับน้องๆเหล่านี้ได้หรือไม่? เชิญท่านนั่งเพื่อเป็นเกียรติให้กับเรา! "

พวกเขาให้เหตุผลเช่นเดียวกับเมื่อวานนี้ เหล่าศิษย์ที่นั่งอยู่นี้ต่างพากันลุกขึ้นยืนและแสดงความนับถือทุกอย่างเหมือนกับวันวานโดยไม่มีข้อแตกต่างใดๆ

"ข้ามิกล้า หยางเฉินผู้นี้เป็นแค่ผู้มาใหม่ที่ยังไม่เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ข้ายังคงต้องการคำชี้แนะบางอย่างจากอาจารย์!"

หยางกล่าวออกมาด้วยความถ่อมตน

"หื้ม...ข้ามิกล้า! ใครจะกล้าสอนศิษย์พี่หยาง!"

อาจารย์เฒ่าตอบกลับในลักษณะที่พูดเกินจริง ป้องมือทั้งสองในขณะที่พูดออกมา

"ข้าคงไร้ความความสามารถที่จะชี้แนะท่านได้!"

"เจ้าไม่สามารถที่จะแนะนำข้าได้?"

เมื่อเห็นลักษณะที่ไม่ใส่ใจแบบนี้ น้ำเสียงของหยางเฉินก็เปลี่ยนไปในทันที

"แน่นอนว่าข้ามิบังอาจ! ศิษย์พี่หยาง!"

อาจารย์เฒ่ายังคงลักษณะท่าทางและคำพูดเอาไว้เช่นเดิม

"ท่านเป็นศิษย์ขั้นปลายระดับรวบรวมลมปราณ แล้วเราจะกล้าสอนท่านได้อย่างไร? มันย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน!"

"ฮึ!"

หยางเฉินเปล่งเสียงเย็นขึ้นจมูกออกมา

"เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก ข้าเกรงก็แต่ว่าเจ้านั้นจะขี้เกียจและไร้ความสามารถ ซึ่งมันอาจขัดขวางความก้าวหน้าของศิษย์ทั้งหลาย ดังนั้นก่อนอื่นข้าจะทดสอบเจ้า"

ปัง!

หนังสือเล่มหนึ่งถูกโยนไปข้างหน้าอาจารย์เฒ่าและหยางเฉินใช้กระบี่ทองคำขนาดใหญ่ชี้ไปที่เบาะนั่ง "อ่านมันทุกตัวอักษรทุกประโยคจากคัมภีร์เล่มนี้แล้วอธิบายให้ข้าฟัง ข้าจะฟังและตรวจสอบว่าเจ้าได้ทำผิดพลาดไปหรือไม่!"

หลังจากที่หยางเฉินกล่าวอย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฒ่าหรือเหล่าผู้เตรียมเป็นศิษย์ทั้งหมด ต่างเหมือนกับเซิ่นต้า พวกเขาจ้องมองไปที่หยางเฉินอย่างโง่เขลา ทดสอบอา- จารย์? นี่คืออะไรกัน?

ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ต่างก็ไม่มีใครกล้าที่จะไม่เห็นด้วย หยางเฉินได้รับสถานะเป็นศิษย์ขั้นปลายระดับรวบรวมลมปราณซึ่งได้รับการตัดสินใจและส่งผ่านโดยศิษย์ที่มีพรสวรรค์ชูเฮิง และในเวลาเดียวกัน ก็สามารถจัดการกับผู้ดูแลซ่านกวน แล้วใครจะกล้าทำให้เขาเสียชื่อเสียง?

เนื่องจากเขาเป็นศิษย์สายนอกขั้นปลายระดับรวบรวมลมปราณเขาจึงมีอำนาจในการตรวจสอบและทดสอบเหล่าผู้เตรียมเป็นศิษย์คนอื่นๆและยังมีอำนาจในการตรวจสอบอาจารย์ทั้งหลาย แต่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วแผนการณ์ของอาจารย์อาชูยังคงเป็นประโยชน์อยู่อีกหรือไม่?

คนแรกที่ตอบรับคือเซิ่นต้า นับตั้งแต่ที่หยางเฉินได้สอนเขาอย่างโหดเหี้ยมเขาก็ไม่มีความคิดถึงเรื่องอื่นใดในใจของเขาและด้วยคำเตือนของซ่างกวนเฟิงที่ย้ำแล้วย้ำอีกทำให้เซิ่นต้า เข้าใจสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าจุดสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมดนี้คือการกระทำของ หยางเฉินนี้ไม่ได้ทำลายกฎที่จัดตั้งขึ้นโดยอาจารย์อาชูและเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมดังนั้นแม้ว่าเขาจะมาที่นี่เขาก็จะไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะฉะนั้นเซิ่นต้าจึงตะโกนออกไปด้วยเสียงที่ดังต่อหน้าอาจารย์เฒ่า

"นายน้อยหยางออกคำสั่ง เจ้ายังไม่ปฏิบัติตามอยู่อีกหรือ?"

อาจารย์เฒ่าไม่กล้าละเลยเสียงตะโกนนี้ เขารีบหยิบคัมภีร์ที่ หยางเฉินโยนออกมาและเริ่มอ่านคัมภีร์เสียงดัง

ตั้งแต่ที่เขารู้แล้วว่าแผนการณ์ของอาจารย์อาชูเฮิงไม่มีความหมาย ในตอนนี้อาจารย์เฒ่าก็มองไปที่หยางเฉินอย่างมีความหมาย เขาไม่เพียงแต่จะเริ่มอ่านคัมภีร์ออกไปด้วยเสียงที่ดังอย่างช้าๆ แต่เขายังอธิบายข้อความที่อ่านอย่างชัดเจนพร้อมด้วยเหตุผล โดยไม่มีทีท่าว่าจะมีเล่ห์กลอันใด

ผู้ที่เตรียมเป็นศิษย์คนอื่นๆ ต่างมองไปที่หยางเฉินดูเหมือนว่าพวกเขาได้เปลี่ยนไปนิดหน่อย เนื่องจากหยางเฉินสามารถใช้วิธีการนี้เพื่อทำลายอุปสรรคที่ขัดขวางเขา นอกจากนี้เขายังสามารถเพลิดเพลินกับสถานะที่สูงเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรที่ได้รับเพื่อใช้ในการบ่มเพาะอันมากมาย บางทีเขาอาจจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วเหนือทุกคนแต่ไม่มีใครสามารถพูดอะไรออกไปได้ ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงทำได้แต่เพียงฟังอาจารย์เฒ่าที่กำลังอ่านคัมภีร์ทำราวกับว่าพวกเขาได้ฟังมันเป็นครั้งแรกและยังไม่สามารถเข้าใจอะไรดีอยู่อย่างเงียบๆ

คัมภีร์ที่อยู่ในมือของหยางเฉิน มันดูเหมือนกับคัมภีร์ในมืออาจารย์เฒ่า เขาแกล้งทำเป็นพลิกไปทีละหน้าและอ่าน แต่ในสายตาของคนอื่นดูเหมือนว่าเขาพยายามจดจำอะไรบางอย่าง และพวกเขาก็ไม่กล้าขัดขวาง เมื่อวานนี้หยางเฉินได้ต่อสู้กับคนรับใช้ขั้นปลายระดับรวมรวมลมปราณถึงสี่คน สามในสี่คนมีอาวุธบ่มเพาะและหนึ่งในนั้นก็ได้บ่มเพาะพลังฝ่ามือเจิดจ้า พวกเขาทั้งหมดต่างพ่ายแพ้ให้กับหยางเฉินข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไป ดังนั้นย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีใครกล้าที่จะเมินเขา

ในวันถัดๆไป ทุกวันหยางเฉินจะเปลี่ยนอาจารย์และคัมภีร์ทุกครั้งอาจารย์จะถูกบังคับให้อ่านคัมภีร์และอธิบายให้เขาโดยใช้เหตุผลอันโอ่อ่าของการทดสอบพวกเขาเพื่อตรวจสอบว่าพวกเขามีความรอบรู้หรือไม่ ในทุกๆครั้งบุคคลที่เขาต้องการจะทดสอบต้องอ่านคัมภีร์เป็นเวลาหนึ่งวันหรือครึ่งวันและในที่สุดทุกคนก็ได้อ่านและอธิบายคัมภีร์หนึ่งหรือสองเล่มก่อนที่เลิก

ครูทุกคนกลายเป็นคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ ประการแรกหยางเฉินไม่ได้หักกฎใดๆ และประการที่สองก่อนที่ซ่างกวนเฟิงจะเก็บตัวฝึกซ้อมเขาได้ดูแลเรื่องนี้และได้สั่งการอาจารย์ผู้สอนทุกคนให้คอยช่วยเหลือหยางเฉินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนั้นพวกเขาจึงทำตามคำขอของหยางเฉินเท่าที่จะทำได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหามากนัก

ในขณะเดียวกันในขณะที่หยางเฉินกำลังอำลาอาจารย์ที่มาเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการปรุงยา ตูเชี่ยนได้ปรากฏตัวใน หอล้ำลึกหลังจากที่ส่งพวกเขาออกไปหยางเฉินหันไปหาตูเชี่ยน มองเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มแต่ไม่ใช่รอยยิ้ม

"อาจารย์อาตู!"

หยางเฉินรีบทักทายเขาตามมารยาทที่ถูกต้องนั่นเป็นกฎที่ไม่สามารถที่จะละเลยได้

"เดิมทีข้าคิดว่าด้วยคำสั่งการที่เฉพาะเจาะจงของชูเฮิงจะสร้างความลำบากให้กับเจ้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าก็อยู่สุขสบายดี?"

ในก่อนหน้านี้ตูเชี่ยนรู้สึกชื่นชมหยางเฉินเป็นอย่างมากบางทีอาจเป็นเพราะอดีตของหยางเฉินคือเพชฌฆาตซึ่งมันคล้ายคลึงกับสถานะของตัวเขาเองในฐานะศิษย์ของวิหารพิทักษ์กฏ นอกจากนี้ในเวลานั้นหยางเฉินได้ทำลายชื่อเสียงของชูเฮิงอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นตูเชี่ยนเลยเชื่อว่าชีวิตของหยางเฉินจะต้องไม่ได้รับความสะดวกสบาย แต่หลังจากที่มาถึงที่นี่ความเชื่อนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์

ตูเชี่ยนถามออกไปว่า

"ชูเฮิงได้เพิกถอนสถานะของเจ้าหรือไม่?"

"สถานะของข้ายังคงเหมือนเดิม!"

หยางเฉินตอบพร้อยด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน

"แล้วทำไมอาจารย์คนนั้นจึงกล้าที่จะสอนวิชาปรุงยาให้กับเจ้า?"

ตูเชี่ยนไม่เข้าใจ เดิมทีเขาคิดที่จะมาช่วยหยางเฉินแต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้หยางเฉินไม่ต้องการมันแล้ว

"สอนวิชาปรุงยาแก่ศิษย์? ไม่ ไม่ ไม่! อาจารย์อาตู ท่านเข้าใจผิด! "

หยางเฉินส่ายนิ้วขณะที่กล่าวตอบอย่างจริงจัง

"เขาไม่ได้สอนปรุงยาให้กับข้า!"

"ข้าได้เห็นมันด้วยสายตาของตัวเอง แล้วมันจะผิดได้อย่างไร?"

ตูเชี่ยนหัวเราะบ่นเขา แต่ไม่นานหลังจากที่เขาถามออกไป

"เขาไม่ได้สอนให้เจ้าเพื่อมาถกปัญหาเรื่องของการปรุงยา แล้วมันคืออะไร? หรือเจ้าเป็นคนสอนเขา?"

"มากหรือน้อย อาจารย์อาตู! ฮี่ฮี่!"

หยางเฉินหัวเราะ

"เขาไม่ได้สั่งสอนศิษย์คนนี้ ศิษย์นี้เพียงแค่กำลังตรวจสอบว่าเขามีความรอบรู้ในเรื่องที่เขาต้องสอนให้กับศิษย์ร่วมนิกายมากน้อยเพียงใด ศิษย์ทั้งหลายจะได้รับการชี้แนะที่ไม่ผิดพลาด นอกจากนี้ ท่านก็ตระหนักดีว่า ศิษย์มีสถานะที่สูงกว่าสหายศิษย์ทั้งหลาย ดังนั้นศิษย์นี้จึงถูกขอให้รับผิดชอบในการทดสอบและตรวจสอบ ข้าไม่เต็มใจแต่ก็ต้องยอมรับทำเรื่องนี้ ข้าทดสอบพวกเขาอย่างจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงการโกงใดๆที่บางคนอาจทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา และละเลยอนาคตของ สหาย พี่น้อง ทั้งหลาย"

เมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายที่เต็มไปด้วยความภูมิใจของหยางเฉิน ตูเชี่ยนซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์ เขาทำได้เพียงแต่ยิ้มและส่ายศีรษะ

ถึงแม้จะเป็นคำถามที่ตูเชี่ยนอยากให้ความช่วยเหลือแก่ หยางเฉินที่มอบความรู้สึกคุ้นเคยให้กับเขา แม้ว่าการมาเยือนในครั้งนี้ของตูเชี่ยนจะไม่ได้มีจุดมุ่งหมายใดๆ แต่เมื่อเห็นว่าหยางเฉินได้รับโอกาสเช่นเดียวกับศิษย์อื่นๆ มันทำให้เขารู้สึกโล่งใจ เมื่อไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยุ่งเกี่ยว ดังนั้นเขาจึงอำลาและจากไป

หยางเฉินกำลังเรียนรู้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยที่สุดในสายตาของคนอื่นมันก็เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์เล่มใด หากเมื่ออ่านและอธิบายครั้งเดียว หยางเฉินสามารถจำได้ในทันทีในช่วงระยะเวลาสั้นๆเพียงสองเดือน คัมภีร์เรียนเกี่ยวกับตัวอักษร ปรุงยา แผนผังของดวงดาว ซึ่งผู้เตรียมเป็นศิษย์จะต้องเรียนรู้ในช่วงเวลาสามปี หยางเฉินได้เรียนรู้จนหมดแล้ว

ขณะที่ผู้เตรียมเป็นศิษย์คนอื่นๆ ที่ได้เข้าร่วมนิกายมาพร้อมกับหยางเฉินกำลังเรียนรู้การอ่านและเขียนตัวอักษรอย่างช้าๆ หยางเฉินก็มายืนอยู่ที่ประตูห้องความสำเร็จซึ่งเป็นส่วนสำคัญของตำหนักเย่ซิว ที่นี่มีศิษย์สายนอกดูแลรักษาการณ์ตลอดเวลาอยู่สองคน เพื่อดูแลเคล็ดวิชาบ่มเพาะเริ่มต้นสำหรับผู้ที่เข้ามาในนิกาย โอกาสที่จะได้รับเคล็ดวิชาการบ่มเพาะในระดับอื่นๆนั้นหาได้ยาก เพื่อทดลองเคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับสูงพวกเขาจะต้องกลายเป็นศิษย์สายนอกอย่างเป็นทางการเสียก่อนจึงจะสามารถไปเรียนรู้จากศิษย์สายนอกที่ประสบความสำเร็จได้เป็นการส่วนตัว

"ข้า หยางเฉิน ข้ามาที่นี่ในวันนี้เพื่อเข้าสู่ห้องบ่มเพาะเพื่อหาทักษะที่เหมาะสมเพื่อทำการบ่มเพาะ พี่ชายพอจะช่วยเหลือข้าได้หรือไม่!

หยางเฉินกล่าวพร้อมกับคำนับศิษย์สายนอกที่คอยดูแลห้องบ่มเพาะ

"หยางเฉิน? ข้ารู้ว่าเจ้าเพิ่งเข้ามาที่ตำหนักเย่ซิวเมื่อหลายวันก่อน หลังจากผ่านไปเพียงแค่สองสามวัน เจ้าต้องการเคล็ดวิชาเพื่อบ่มเพาะพลัง? เจ้าคิดว่า พระราชวังหยางบริสุทธ์ของข้า มันง่ายขนาดนั้น!"

ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์ที่ดูแลห้องบ่มเพาะกับซุนไห่จิ้งนั้นดีมากๆ ดังนั้นเขาจึงเคยได้ยินเรื่องที่ซุนไห่จิ้งได้รับความพ่ายแพ้จากหยางเฉินและเขาจงใจพยายามที่จะสร้างความลำบากให้กับหยางเฉิน

"เจ้าเชื่อจริงๆหรือว่าเจ้าได้กลายเป็นศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลาย?"

หยางเฉินยังคงไม่ตอบอะไร แต่จู่ๆภายในตำหนักเย่ซิวมีการระเบิดพลังแห่งสวรรค์ พลังขยายออกไปอย่างน่าประทับใจ ไม่นานหลังจากนั้น พลังก็ถอยตัวกลับพร้อมด้วยการรับรู้ทางจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกวาดไปทั่วบริเวณ ที่ซึ่งส่งผลต่อผู้ที่สัมผัสมัน

"อาจารย์อาผู้ใดประสบความสำเร็จในการก่อสร้างรากฐาน?"


เมื่อเห็นสถานการณ์นี้แล้วศิษย์สายนอกคนหนึ่งถามออกไป ด้วยความรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่หยางเฉินรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเขาเป็นใคร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น